บทความต่อไปนี้จะเป็นประวัติการทำธุรกิจของคนๆหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก เขาเป็นนักการเมืองที่อาจจะมีคนรักบ้างเกลียดบ้าง แต่ผมอยากจะนำเอาอีกด้านหนึ่งของการทำธุรกิจ เรื่องราวของคนที่ไม่ยอมแพ้จนกระทั้งประสบความสำเร็จ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว
พ่อเขาทำธุรกิจหลายอย่างเหมือนจะดีแต่โดนหุ้นส่วนโกงจนทำให้ล้มไม่พื้นอีกเลย แต่ยังดีที่แม่ยังมีเงินเก็บอยู่บ้างจึงส่งลูกเรียนจบได้ ต่อมาเขาได้ทุนไปต่างประเทศทำงานจนสามารถซื้อรถมือสองมาได้คันนึงเอาไว้ส่งหนังสือพิมพ์ เมื่อกลับมาเขาได้ทำงานรับราชการ
ปรากฏว่าอาชีพรับราชการขนาดจบระดับสูงมากยังมีเงินใช้ไม่พอจึงทำให้ต้องไปอาศัยอยู่กับบ้านพ่อตาพลางๆ
ต่อมาภรรยาได้เริ่มต้นธุรกิจผ้าไหมเซ้งร้านมา 50,000 บาท เปิดร้านมา 1 เดือน ผลคือขายไม่ได้เลยสักผืนเลยต้องปิดกิจการลงไป
หลังจากร้านผ้าไหมเจ๊งไปเขาได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่คือ “ฉายหนัง” พ่อเขาเคยทำมาก่อนเลยอาศัยเส้นสายเข้าไปหาผู้กำกับได้ เจ้าของบริษัทไฟว์สตาร์เลยให้ข้อเสนอมาว่าเอาหนังเรื่องบ้านทรายทองของเขาไปฉายสิให้สายเหนือทั้งหมด เลยเอารถที่ได้มาตอนอยู่ต่างประเทศไปโอนลอยกับเพื่อนได้เงินมา 1 ล้านบาททุ่มหมดหน้าตักกับหนังเรื่องนี้ปรากฏว่า 1 เดือนผ่านไปประสบความสำเร็จมากได้เงินกลับมา 2 ล้าน แต่หลังจากนั้นหนังเรื่องอื่นขาดทุนเรียบ มีหนี้เพิ่มมาอีก 30 ล้านบาท
ปี 2517 แต่เนื่องจากพอมีเครดิตบ้างเลยขอเงินธนาคารได้เลยเข้าสู่ธุรกิจใหม่คือธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” เขาได้เริ่มต้นสร้างคอนโดมิเนียม 15 ชั้นซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มาก โดยใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท ทำได้ไม่กี่วันรัฐบาลประกาศว่าห้ามสร้างตึกเกิน 7 ชั้น และมีนักข่าวประโคมข่าวว่าตึกอย่างนี้ไฟไหม้ง่าย อันตราย แถมยังมีหนังเรื่องตึกนรก (The Towering Inferno) มาถล่มอีกว่าตึกสูงไม่ดี ผลคือขาดทุนหนักขายไม่ออกหนี้จาก 30 ล้านมาเป็น 50 ล้านบาท เจ้าหนี้มาทวงจนอยู่ไม่เป็นสุข ญาติพี่น้องที่เคยไปยืมเงินกลายเป็นศัตรูหมด เข้าออกศาลเป็นว่าเล่น แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยคิดยอมแพ้
ปี 2525 เขาได้เปิดบริษัทให้ “เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์” แก่รัฐบาลและมหาลัย ปรากฏว่าชนะประมูลเยอะมากทำให้ได้เงินมาล้างหนี้ บริษัทได้จับมือกับ IBM แต่ว่า IBM ตั้งเงื่อนไขว่าต้องจ่ายเป็นดอล์ล่าห์ เลยไปยืมเงินเพื่อนพ่อมา 10 ล้านบาท ปี 2527 มีการลดค่าเงินบาทผลคือทำให้ขาดทุนเกือบ 20 ล้าน ธนาคารเลยบอกว่าให้เปลี่ยนเป็นฟรังซ์สวิสสิมั่นคงแต่ว่าเงินฟรังลดลงหนักกว่าอีก ผลคือมีหนี้ 200 ล้านบาท ธุรกิจคอมมีกำไรแค่ปีละ 10 ล้านจึงหันไปตายเอาดาบหน้าคือธุรกิจ “โทรคมนาคม”
ในช่วงปี 2530 เขาได้เริ่มต้นเข้าไปทำธุรกิจเพเจอร์ เขาไประดมเงินทุนจาก AT&Tได้เงินมา 700 ล้านบาท ต่อมาได้สัมปทาน IBC, สัมปทานโทรคมนาคมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลังจากนั้นเขาเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปมหาศาลจาก 10 บาทเป็น 154 บาท เขาได้ทำการขายหุ้นส่วนหนึ่งออกมาเป็นเงิน 25,000 ล้านบาท ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเศรษฐีอันดับต้นๆของไทยและกลายเป็น 1 ใน 500 เศรษฐีที่รวยที่สุดของโลก
ปัจจุบันบริษัทนั้นก็ยังคงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใช้ชื่อว่า INTUCH และ ADVANC
ลองคิดกันเล่นๆจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าเขายอมแพ้ตั้งแต่ขายผ้าไหม?
ถ้าเขายอมแพ้ไปตั้่งแต่ทำหนังแล้วเจ๊ง 30 ล้าน?
ถ้าเขายอมแพ้ตั้งแต่ตอนทำอสังหาแล้วมีหนี้ 50 ล้านละ?
ถ้าเขายอมแพ้ตอนทำบริษัทคอมแล้วหนี้ 200 ล้านบาท?
แต่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเพราะว่าเขาไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือในท้ายที่สุดเขาประสบความสำเร็จตามที่เขาตั้งใจ
ใครที่กำลังท้อแท้อยู่ สู้ๆครับสักวันหนึ่งต้องเป็นวันของเรา